เรื่องเล่าดีๆ


 

เรื่องเล่าเรื่องนี้ได้รับเป็น Forward mail เมื่อหลายปีก่อน  ต้นเรื่องจริงๆ เป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน  บังเอิญว่าเพิ่งย้ายที่พักเมื่อต้นเดือน  ต้องจัดข้าวของเยอะแยะไปหมด  เลยได้มีโอกาสขุดกรุสมบัติไปเจอเรื่องนี้ที่พิมพ์เก็บไว้ด้วยความประทับใจ  วันนี้จึงขอมาแบ่งปันความรู้สึกดีๆ กับเพื่อนๆ  ใครที่ถนัดภาษาอังกฤษก็อ่านชุดภาษาอังกฤษดีกว่าจะได้อรรถรสกว่าค่ะ  แต่ถ้าไม่ ก็อ่านชุดภาษาไทยที่อีชั้นพยายามแปลอย่างสุดฤทธิ์แทนละกันนะคะ

 

One day, when I was a freshman in high school. I saw a kid from my class was walking home from school. His name was Kyle. It looked like he was carrying all of his books. I thought to myself, “Why would anyone bring home all his books on a Friday? He must really be a nerd.” I had quite a weekend planned (parties and a football game with my friends tomorrow afternoon), so I shrugged my shoulders and went on. As I was walking, I saw a bunch of kids running toward him. They ran at him, knocking all his books out of his arms and tripping him so he landed in the dirt. His glasses went flying, and I saw them land in the grass about ten feet from him. He looked up and I saw this terrible sadness in his eyes. My heart went out to him. So, I jogged over to him and as he crawled around looking for his glasses, and I saw a tear in his eyes. As I handed him his glasses, I said, “Those guys are jerks. They really should get lives.” He looked at me and said, “Hey thanks!” There was a big smile on his face. It was one of those smiles that showed real gratitude. I helped him picked up his books, and asked him where he lived. As it turned out, he lived near me, so I asked him why I had never seen him before. he said he had gone to private school before now. I would have never hung out with a private school kid before. We talked all the way home, and I carried some of his books. He turned out to be a pretty cool kid. I asked him if he wanted to play a little football with my friends. He said yes. We hung out all weekend and the more I got to know Kyle, the more I liked him, and my friends thought the same of him.

ในวันหนึ่งตอนที่ผมอยู่ในไฮสคูลปีหนึ่ง  ผมเห็นเด็กที่อยู่ห้องเดียวกันกำลังเดินจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน เขาชื่อว่าไคล์  ดูเหมือนว่าเค้ากำลังหอบหนังสือทั้งหมดของเค้าอยู่   ผมนึกในใจว่า “ทำไมถึงยังมีคนหอบหนังสือทั้งหมดกลับบ้านในวันศุกร์นะ  เค้าต้องเป็นไอ้ทึ่มแหงเลย”  ผมวางแผนวันหยุดไว้แล้ว (ปาตี้แล้วก็เตะบอลกับเพื่อนบ่ายวันพรุ่งนี้) ผมจึงยักไหล่แล้วก็เดินต่อไป   ขณะที่เดินอยู่นั่นเอง ผมเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งมาทางเค้า  พวกนั้นวิ่งตรงมาที่เค้า  กระแทกหนังสือร่วงแล้วยังเกี่ยวเค้าล้มลงไปคลุกฝุ่นอีก  แว่นตาขอเค้ากระเด็นไปตกที่พื้นหญ้าห่างเค้าไปราวๆ สิบฟุตได้  เค้าเงยหน้าขึ้นมาผมจึงมองเห็นความเศร้าสร้อยในแววตาของเค้า  ผมเห็นใจเค้าจึงวิ่งเยาะๆ ไปหาขณะที่เค้ากำลังคลานควานหาแว่นตา  ผมมองเห็นหยดน้ำตาในดวงตาของเค้าด้วย   ตอนที่ผมยื่นแว่นตาให้เค้า ผมพูดว่า “ไอ้พวกนั้นมันงี่เง่า  มันน่า……………..”   เค้ามองผมแล้วพูดว่า “เฮ้ ขอบใจนะ”  ใบหน้าของเค้ามีรอยยิ้มกว้าง  เป็นยิ้มแสดงความซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง  ผมช่วยเค้าเก็บหนังสือและถามว่าบ้านเค้าอยู่ที่ไหน  กลายเป็นว่าเค้าอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับผมนั่นเอง  ผมเลยถามว่าทำไมผมถึงไม่เคยเห็นหน้าเค้ามาก่อนเลย  เค้าบอกว่าก่อนหน้านี้เค้าเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชน  ผมไม่เคยใช้เวลาอยู่กับเด็กจากโรงเรียนเอกชนมาก่อนเลย   เราคุยกันไปตลอดทางกลับบ้านและผมยังช่วยเค้าถือหนังสือด้วย   ดูเหมือนเค้าเป็นเด็กเจ๋งทีเดียว  ผมถามว่าอยากไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนผมมั๊ย  เค้าตอบตกลง  แล้วเราก็เล่นด้วยกันตลอดวันหยุดสุดสัปห์ดานั้น   ยิ่งผมรู้จักเค้านานเท่าไหร่ผมก็ยิ่งชอบเค้ามากขึ้นเท่านั้น  เพื่อนๆ ของผมก็คิดแบบเดียวกัน

Monday morning came, and there was Kyle with the huge stack of books again. I stopped him and said, “Boy, you are gonna really build some serious muscles with this pile of books everyday!” He just laughed and handed me half the books. Over the next four years, Kyle and I became best friends. When we were seniors, we began to think about college. Kyle decided on Georgetown, and I was going to Duke. I knew that we would always be friends, that the miles would never be a problem. He was going to be a doctor, and I was going for business on a football scholarship. Kyle was valedictorian of our class. I teased him all the time about being a nerd. He had to prepare a speech for graduation. I was so glad it wasn’t me having to get up there and speak. Graduation day, I saw Kyle. He looked great. He was one of those guys that really found himself during high school. He filled out and actually looked good in glasses. He had more dates than I had and all the girls loved him. Boy, sometimes I was jealous.

เมื่อเช้าวันจันทร์มาถึง  ไคล์ก็ยังหอบหนังสือเป็นตั้งอีก  ผมพูดว่า “นี่นายกะจะเพาะกล้ามจากการแบกหนังสือเป็นตั้งอย่างงี้ทุกวันรึงัย”  เค้าแค่หัวเราะออกมาแล้วก็ส่งหนังสือให้ผมช่วยถือครึ่งหนึ่ง   ตลอดสี่ปีต่อมา  ไคล์กับผมก็กลายเป็นเพื่อนสนิท  ตอนที่เราเรียนปีสุดท้าย เราเรื่มคิดถึงการเรียนต่อมหาวิทยาลัย  ไคล์ตัดสินใจจะเข้าจอร์จทาว  ส่วนผมเลือกเข้าดุค  ผมรู้ว่าเราจะยังเป็นเพื่อนกันเสมอ  ระยะทางที่ห่างไกลไม่เป็นปัญหาเลย  ไคล์จะเป็นหมอ ส่วนผมจะอยู่สายธุรกิจด้วยทุนนักกีฬาฟุตบอล  ไคล์เป็นตัวแทนนักเรียนกล่าวสุนทรพจน์ของห้องเรา  ผมล้อเค้าเรื่องที่เค้าจะเป็นไอ้ทึ่ม  เค้าต้องเตรียมสุนทรพจน์เพื่อใช้กล่าวในวันจบการศึกษา  ผมดีใจที่ไม่ใช่ผมที่ต้องขึ้นไปพูดบนนั้น   เมื่อวันจบการศึกษามาถึง ผมมองเห็นไคล์  เค้าดูดีมากเลย  เค้าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่สามารถค้นพบตนเองระหว่างเรียนไฮสคูล  เค้าเติมเต็มและดูดีกับการสวมแว่น  เค้าออกเดทมากมากกว่าผมและสาวๆ ทุกคนก็รักเค้า  บางทีผมยังอิจฉาเลย

Today was one of those days. I could see that he was nervous about his speech. So, I smacked him on the back and said, “Hey, big guy, you’ll be great!” He looked at me with one of those looks (the really grateful one) and smiled. “Thanks,” he said. As he started his speech, he cleared his throat, and began.

วันนี้ผมมองเห็นว่าเค้าเป็นกังวลกับการกล่าวสุนทรพจน์มาก  ผมจึงกระทุ้งหลังเค้าพร้อมพูดว่า “เฮ้ คนเก่ง นายทำได้น่า”  เค้ายิ้มและมองผมด้วยสายตาแสดงความขอบคุณ  “ขอบใจนะ” เค้าพูด  เมื่อเค้าจะเริ่มกล่าวสุนทรพจน์  เค้ากระแอมแล้วก็เริ่มพูด

“Graduation is a time to thank those who helped you make it through those tough years. Your parents, your teachers, your siblings, maybe a coach…but mostly your friends. I am here to tell all of you that being a friend to someone is the best gift you can give them. I am going to tell you a story.”

“การจบการศึกษา เป็นเวลาที่เราขอบคุณคนที่ช่วยเหลือเราให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้  ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของคุณ  ครูอาจารย์ของคุณ  ญาติพี่น้องของคุณ  บางทีอาจเป็นโค้ชสักคน   แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพื่อนของคุณ  ผมอยู่ตรงนี้เพื่อเล่าให้คุณทุกคนฟังว่าการให้ความเป็นเพื่อนแก่ใครสักคนหนึ่งเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่คุณให้เค้า  ผมกำลังจะเล่าเรื่องหนึ่งให้คุณฟัง”

I just looked at my friend with disbelief as he told the story of the first day we met. He had planned to kill himself over the weekend. He talked of how he had cleaned out his locker so his mom wouldn’t have to do it later and was carrying his stuff home. He looked hard at me and gave me a little smile. “Thankfully, I was saved. My friend saved me from doing the unspeakable.” I heard the gasp through the crowd as this handsome, popular boy told us all about his weakest moment. I saw his mom and dad looking at me and smiling that same grateful smile. Not until that moment did I realized it’s depth.

ผมได้แต่จ้องเพื่องตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อขณะที่เค้าเล่าถึงวันแรกที่เราพบกับ  เค้าวางแผนที่จะฆ่าตัวตายสุดสัปห์ดานั้น  เค้าเล่าว่าเค้าทำความสะอาดล็อคเกอร์ของเค้ายังงัยบ้างเพื่อที่ว่าแม่ของเค้าจะได้ไม่ต้องมาทำภายหลัง  แล้วเค้าก็หอบข้าวของกลับบ้าน  เค้ามองเพ่งมาที่ผมแล้วยิ้มให้  “ขอบคุณเหลือเกินที่มีคนช่วยผม   เพื่อนของผมช่วยผมไว้จากการกระทำที่ไม่อาจพูดถึง”  ผมได้ยินเสียงฮือฮาจากฝูงชนขณะที่หนุ่มหล่อและป๊อปปูล่าคนนี้กำลังพูดถึงช่วงเวลาที่เค้าอ่อนแอที่สุด  ผมมองเห็นแม่กับพ่อของเค้ามองมาที่ผมและยิ้มขอบคุณแบบเดิม  ผมเพิ่งจะเข้าใจความหมายลึกซึ้งของมันตอนนั้นนั่นเอง

Never underestimate the power of your actions. With one small gesture you can change a person’s life. For better or for worse, God puts us all in each other’s lives to impact one another in some way. Look for God in others. “Friends are angles who lift us to our feet when our wings have trouble remembering to fly.” There is no beginning or end. Yesterday is history. Tomorrow is mystery. Today is a gift.

จงอย่าดูถูกพลังของการกระทำของคุณ   เพียงอากัปกิริยาเล็กน้อยก็อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตคนๆ หนึ่งได้  พระเจ้าจับเราไปใส่ในชีวิตคนอื่นๆ เพื่อให้เราส่งผลกระทบซึ่งกันและกันในทางใดทางหนึ่ง   จงมองหาพระเจ้าในตัวของคนอื่น  “เพื่อน คือ คนที่พยุงเราให้ยืนบนเท้าตัวเองเมื่อปีกของเราจำวิธีบินไม่ได้”  มันไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด   Yesterday is history. Tomorrow is mystery. Today is a gift.

 

 

Advertisements

3 thoughts on “เรื่องเล่าดีๆ

  1. มิเป็นไรเจ้าค่ะก็แสดงว่าคุณพี่อ่านทั้งสองภาษางัยคะ อีน้องก็มีปัญญาแปลได้แค่นี้ละค่ะ 555++

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s